
สำนักงานบัญชีที่ดีช่วยให้ธุรกิจยื่นภาษีตรงเวลา งบการเงินถูกต้อง และเจ้าของกิจการมีเวลาไปทำงานหลัก แต่ถ้าเลือกผิด ปัญหามักโผล่ตอนที่แก้ยาก เช่น ถูกสรรพากรเรียกตรวจ งบการเงินส่งไม่ทัน หรือขอเอกสารคืนไม่ได้ บทความนี้รวม 8 ข้อที่ควรเช็กก่อนจ้าง คำถามที่ควรถามในวันคุยงาน สิ่งที่สัญญาควรเขียนไว้ และสัญญาณอันตรายที่ควรเดินออกมา ใช้เทียบได้กับทุกสำนักงาน
ทำไมการเลือกสำนักงานบัญชีจึงสำคัญกว่าที่คิด
หลายคนคิดว่าจ้างสำนักงานบัญชีแล้ว ความรับผิดชอบก็ย้ายไปอยู่ที่สำนักงาน ความจริงไม่ใช่ทั้งหมด กฎหมายยังถือว่าตัวกิจการเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและยื่นภาษี สำนักงานบัญชีเป็นผู้ช่วยทำงานแทน ถ้างานผิดหรือช้า ผลกระทบตกอยู่ที่ธุรกิจก่อน (อ่านรายละเอียดในหัวข้อ "ใครรับผิดชอบตามกฎหมาย" ด้านล่าง)
ดังนั้นการเลือกสำนักงานบัญชีจึงไม่ใช่แค่เทียบราคา แต่ต้องดูว่าเราตรวจสอบงานของเขาได้ไหม และถ้าวันหนึ่งต้องเปลี่ยน เราได้ข้อมูลของเราคืนครบไหม
8 ข้อที่ต้องเช็กก่อนจ้างสำนักงานบัญชี
1. สำนักงานและผู้ทำบัญชีตรวจสอบตัวตนได้
ค้นชื่อบริษัทในระบบข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD DataWarehouse+) ได้ และขอดูเอกสารรับรองจากหน่วยงานที่กำกับวิชาชีพบัญชี ถามด้วยว่าใครเป็นผู้ทำบัญชีที่รับผิดชอบกิจการของคุณ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดและเป็นสมาชิกหรือขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชี
วิธีเช็กด้วยตัวเอง:
- ก่อนจ้าง: ขอชื่อ-นามสกุลผู้ทำบัญชี แล้วตรวจสถานะสมาชิกในระบบตรวจสอบสถานะสมาชิกบนเว็บไซต์สภาวิชาชีพบัญชี (www.tfac.or.th)
- หลังจ้าง: ผู้ทำบัญชีต้องแจ้งรายชื่อกิจการที่ตนรับทำบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มทำบัญชี เจ้าของกิจการตรวจได้ว่ากิจการของตนมีผู้ทำบัญชีแจ้งไว้แล้วหรือไม่ ผ่านระบบผู้ทำบัญชี (e-Accountant) บนเว็บไซต์ www.dbd.go.th ถ้าไม่พบชื่อ ให้ติดตามให้ผู้ทำบัญชีแจ้งให้เรียบร้อยก่อนถึงช่วงส่งงบการเงิน
2. รู้ว่าใครคือผู้ทำบัญชีและผู้ติดต่อประจำของคุณ
สำนักงานหนึ่งแห่งอาจมีพนักงานหลายคน ให้ถามตรง ๆ ว่า ใครเป็นผู้ทำบัญชีที่ลงชื่อรับผิดชอบกิจการของคุณ ใครเป็นคนที่คุณทัก LINE หรือโทรหาได้ทุกวัน และถ้าคนนั้นลาหรือลาออก ใครรับงานต่อ คำตอบที่ชัดแปลว่าสำนักงานมีระบบ ไม่ได้ฝากทุกอย่างไว้กับคนเดียว
3. ขอบเขตงานเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
คำว่า "ทำบัญชีให้" กว้างมาก ให้ขอรายการงานเป็นข้อ ๆ ในสัญญาหรือใบเสนอราคา (ดูตาราง "สัญญาจ้างทำบัญชีควรเขียนอะไรไว้" ด้านล่าง) อย่างน้อยต้องรู้ว่ายื่นแบบอะไรให้บ้าง ทำงานอะไรเป็นรายเดือน และอะไรเป็นงานรายปี
4. ราคารวมอะไร ไม่รวมอะไร
ราคาที่เห็นต่อเดือนอาจยังไม่รวมงานบางอย่าง ให้ถามให้ครบว่า
- ปิดงบประจำปีรวมในค่ารายเดือนหรือคิดแยก
- ค่าสอบบัญชี (ค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี) รวมหรือไม่
- ปริมาณเอกสาร จำนวนพนักงาน หรือการจด VAT ทำให้ราคาเปลี่ยนไหม
- งานนอกขอบเขต เช่น ทำบัญชีย้อนหลัง หรือตอบหนังสือสรรพากร คิดอย่างไร
ราคาถูกไม่ได้แปลว่าไม่ดี และราคาแพงก็ไม่ได้แปลว่าดีเสมอ สิ่งที่สำคัญคือราคาตรงกับขอบเขตงานที่เขียนไว้
5. ปฏิทินงานรายเดือนชัดเจน
สำนักงานที่ดีจะบอกได้ทันทีว่า ลูกค้าต้องส่งเอกสารภายในวันไหน สำนักงานจะสรุปยอดภาษีให้ลูกค้าชำระเมื่อไร และจะยื่นแบบให้ก่อนวันครบกำหนดกี่วัน ถ้าตอบไม่ได้ มีโอกาสที่งานจะไปกระจุกวันสุดท้าย ทั้งที่ภาษีและเงินสมทบต้องชำระให้ทันกำหนดด้วย จึงจะไม่มีเงินเพิ่มหรือค่าปรับ
6. ได้หลักฐานการยื่นแบบและรายงานทุกเดือน
ขอให้สำนักงานส่งสำเนาแบบที่ยื่นและหลักฐานการชำระให้ทุกเดือน เก็บไว้ในแฟ้มหรือโฟลเดอร์ของกิจการเอง นี่คือวิธีง่ายที่สุดที่เจ้าของกิจการซึ่งไม่ได้เรียนบัญชีจะตรวจได้ว่างานเกิดขึ้นจริงและตรงเวลา ถ้าธุรกิจต้องการตัวเลขไว้ตัดสินใจ ให้ถามด้วยว่ามีรายงานกำไรขาดทุนรายเดือนหรือไม่
7. รหัสระบบยื่นแบบเป็นของกิจการ และข้อมูลถูกเก็บเป็นความลับ
- รหัสผู้ใช้ระบบยื่นแบบออนไลน์ ของกรมสรรพากร ประกันสังคม และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ควรสมัครในชื่อกิจการ และเจ้าของกิจการควรรู้วิธีเข้าถึงเสมอ ไม่ใช่ผูกกับบัญชีส่วนตัวของพนักงานสำนักงาน
- ข้อมูลที่ส่งให้สำนักงาน มีทั้งรายได้ ลูกค้า คู่ค้า และข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน (เลขบัตรประชาชน เงินเดือน บัญชีธนาคาร) ให้ถามว่าสำนักงานเก็บข้อมูลอย่างไร ใครเข้าถึงได้ และขอให้สัญญามีข้อรักษาความลับ
8. เงื่อนไขเลิกจ้างและการคืนเอกสาร
ตกลงไว้ตั้งแต่วันแรกว่า ถ้าต้องการยกเลิกต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน งานงวดสุดท้ายใครทำ และสำนักงานจะคืนอะไรให้บ้าง เช่น เอกสารต้นฉบับ ไฟล์บัญชี สำเนาแบบที่ยื่นแล้ว และงบการเงิน การเขียนไว้ก่อนช่วยให้การเปลี่ยนสำนักงานในอนาคตราบรื่น และไม่ต้องเจรจาตอนที่ความสัมพันธ์ไม่ดีแล้ว
ระยะทางไม่ใช่เกณฑ์ที่ต้องใช้เลือก
สังเกตว่าใน 8 ข้อไม่มีเรื่อง "อยู่ใกล้" เพราะงานบัญชีวันนี้ส่งเอกสารผ่าน LINE หรือไปรษณีย์ได้ แบบภาษีและประกันสังคมยื่นออนไลน์ได้ทั้งหมด และสำนักงานที่ดีก็พร้อมเข้าพบเมื่อลูกค้าต้องการคำปรึกษา สิ่งที่ควรใช้ตัดสินใจคือคุณภาพงานและการตรวจสอบได้ ไม่ใช่ระยะทาง
คำถามที่ควรถามในวันคุยงาน
จดคำถามเหล่านี้ไปถามทุกสำนักงานที่กำลังเทียบ แล้วดูว่าใครตอบได้ชัดและเป็นลายลักษณ์อักษร
- ผู้ทำบัญชีที่ดูแลกิจการของฉันชื่ออะไร ขอตรวจสถานะได้ไหม
- ค่าบริการรายเดือนรวมแบบอะไรบ้าง ปิดงบประจำปีและค่าสอบบัญชีคิดอย่างไร
- ต้องส่งเอกสารภายในวันไหน ส่งช่องทางไหนได้บ้าง
- จะแจ้งยอดภาษีให้ชำระเมื่อไร และส่งหลักฐานการยื่นให้ทุกเดือนไหม
- ถ้าสรรพากรส่งหนังสือหรือเรียกตรวจ สำนักงานช่วยอะไรได้บ้าง คิดค่าบริการเพิ่มไหม
- ถ้ามีคำถามด่วน ติดต่อใครได้ทางไหน ตอบกลับภายในเท่าไร
- เข้าพบหรือประชุมออนไลน์ได้เมื่อไร
- ถ้ายกเลิกสัญญา ต้องแจ้งล่วงหน้าเท่าไร และจะได้เอกสารอะไรคืน
สัญญาจ้างทำบัญชีควรเขียนอะไรไว้
| หัวข้อในสัญญา | ควรระบุอะไร |
|---|---|
| คู่สัญญาและผู้รับผิดชอบ | ชื่อสำนักงาน (นิติบุคคล) และชื่อผู้ทำบัญชีที่ดูแลกิจการ |
| งานรายเดือน | แบบที่ยื่นให้ เช่น ภ.ง.ด.1 / 3 / 53 / 54, ภ.พ.30 / 36, ประกันสังคม และการบันทึกบัญชีรายได้-ค่าใช้จ่าย |
| งานรายปี | ปิดงบการเงิน ประสานผู้สอบบัญชี ส่งงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และยื่น ภ.ง.ด.50 ต่อกรมสรรพากร (รวมในสัญญานี้หรือแยกสัญญา) |
| สิ่งที่ลูกค้าต้องทำ | เอกสารที่ต้องส่ง วันที่ต้องส่ง และช่องทางส่ง |
| สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ | สำเนาแบบที่ยื่นและหลักฐานการชำระทุกเดือน รายงานอื่นที่ตกลงกัน |
| ค่าบริการ | ราคา รอบชำระ และเงื่อนไขที่ทำให้ราคาเปลี่ยน |
| การรักษาความลับ | การเก็บรักษาข้อมูลกิจการและข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน |
| ระยะเวลาและการยกเลิก | วันเริ่ม ระยะเวลา การแจ้งล่วงหน้า งานงวดสุดท้าย |
| การคืนเอกสาร | รายการเอกสารและไฟล์ที่ต้องส่งคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญา |
สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง
ถ้าเจอข้อใดข้อหนึ่ง ควรถามให้ชัดก่อนตัดสินใจ หรือเลือกสำนักงานอื่น
- ไม่บอกชื่อผู้ทำบัญชี หรือบอกแต่ตรวจสถานะไม่ได้
- ไม่มีสัญญาหรือใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษร ตกลงกันแค่ปากเปล่า
- ตอบไม่ได้ว่าราคารวมงานอะไร หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มที่บอกทีหลัง
- ไม่ส่งสำเนาแบบหรือหลักฐานการชำระภาษี ให้ลูกค้าเก็บไว้
- ให้โอนเงินค่าภาษีเข้าบัญชีส่วนตัว โดยไม่มีหลักฐานการชำระจากหน่วยงานให้ดู
- ไม่ยอมให้ลูกค้ารู้รหัสหรือเข้าถึงระบบยื่นแบบ ของกิจการตัวเอง
- แนะนำให้ไม่ลงรายได้บางส่วน หรือทำบัญชีสองชุด เพื่อให้เสียภาษีน้อยลง วิธีนี้เสี่ยงต่อการถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ และอาจมีความผิดทางอาญาฐานหลีกเลี่ยงภาษี ความเสี่ยงทั้งหมดตกอยู่ที่กิจการและผู้เกี่ยวข้อง
- ติดต่อยากตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา ถ้าช่วงที่อยากได้ลูกค้ายังตอบช้า หลังจ้างก็มักไม่ดีขึ้น
- ไม่ยอมคืนเอกสาร หรือใช้เอกสารต่อรองเมื่อลูกค้าขอเปลี่ยนสำนักงาน
ใครรับผิดชอบตามกฎหมาย เมื่อจ้างสำนักงานบัญชีแล้ว
ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็น "ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี" ส่วนบุคคลที่รับผิดชอบทำบัญชีให้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของกิจการเองหรือผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีที่จ้าง เป็น "ผู้ทำบัญชี" หน้าที่ของสองฝ่ายต่างกันดังนี้
| ฝ่าย | หน้าที่หลัก |
|---|---|
| กิจการ (ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี) | จัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด และควบคุมดูแลให้มีการจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง (มาตรา 19) / ส่งมอบเอกสารประกอบการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชีอย่างถูกต้องครบถ้วน (มาตรา 12) / เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี (มาตรา 13–14) |
| ผู้ทำบัญชี | จัดทำบัญชีให้แสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี (มาตรา 20) |
ส่วนภาษี การยื่นแบบและชำระภาษีเป็นหน้าที่ของกิจการในฐานะผู้เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ายื่นช้าหรือยื่นผิด เงินเพิ่มและเบี้ยปรับจะเรียกเก็บจากกิจการ แม้ความผิดพลาดจะเกิดจากผู้ที่รับจ้างยื่นแทน เรื่องที่สองฝ่ายตกลงรับผิดชอบกันเองต้องเขียนไว้ในสัญญาจ้าง
สรุปง่าย ๆ คือ เจ้าของกิจการและกรรมการยังต้องรู้และติดตามงาน การเลือกสำนักงานที่ส่งหลักฐานให้ทุกเดือนตามข้อ 6 จึงช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
เปลี่ยนสำนักงานบัญชี เอกสารต้องไปไหน
เอกสารบัญชีเป็นของกิจการ และกิจการมีหน้าที่เก็บรักษาตามกฎหมาย เมื่อเลิกจ้างสำนักงานเดิม ให้ขอคืนอย่างน้อย:
- เอกสารต้นฉบับ (บิลขาย บิลซื้อ ใบเสร็จ Statement)
- สมุดบัญชีหรือไฟล์ข้อมูลจากโปรแกรมบัญชี
- สำเนาแบบภาษีและประกันสังคมที่ยื่นแล้ว พร้อมหลักฐานการชำระ
- งบการเงินปีที่ผ่านมา
- รหัสผู้ใช้ระบบยื่นแบบออนไลน์ของกิจการ (และเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่หลังรับคืน)
ทางที่ดีคือเปลี่ยนสำนักงานช่วงต้นรอบบัญชี หรือหลังปิดงบปีก่อนเสร็จ งานจะไม่ขาดตอนกลางปี
ตัวอย่าง: วิธีทำงานของพีพลัส การบัญชี
ใช้เทียบกับ 8 ข้อด้านบนได้ บริษัท พีพลัส การบัญชี จำกัด จดทะเบียนเป็นบริษัทในปี 2567 ให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ ทำงานแบบนี้
- ส่งเอกสารภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ผ่าน LINE หรือไปรษณีย์ หรือให้ทางสำนักงานเข้าไปรับเอกสาร
- ยื่นแบบภาษีและประกันสังคมให้ทางออนไลน์ทั้งหมด ทุกงวด
- เข้าพบได้ทุกครั้งที่ลูกค้าต้องการคำปรึกษา ทุกแพ็กเกจ
- ทำงานตามกำหนดส่ง พร้อม Checklist ตรวจสอบคุณภาพทุกงาน และจัดเก็บเอกสารเป็นระบบ ค้นหาย้อนหลังได้
- เวลาตอบกลับเฉลี่ยไม่เกิน 24 ชั่วโมง (ค่าเฉลี่ยจากสถิติภายในของบริษัท)
ทำบัญชีรายเดือน (ทุกแพ็กเกจรวมยื่นภาษีประจำเดือน ภ.ง.ด.1/3/53/54, ภ.พ.30/36, ยื่นประกันสังคม, จัดทำเอกสารขึ้นทะเบียนนายจ้าง และลงบันทึกบัญชีรายได้-ค่าใช้จ่ายประจำเดือน)
| แพ็กเกจ | ราคา | จุดต่าง |
|---|---|---|
| Starter | เริ่มต้น 3,000 บาท/เดือน | ให้คำแนะนำออนไลน์ (Google Meet) และเข้าพบได้ทุกครั้งที่ต้องการคำปรึกษา เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก |
| Pro | 6,900 บาท/เดือน | เข้าให้คำแนะนำถึงสถานประกอบการทั่วประเทศ + โปรแกรมและบริการออกใบเสร็จรับเงินทุกรายการ + รายงานกำไรขาดทุนประจำเดือน |
| Premium | 12,900 บาท/เดือน | ทุกอย่างใน Pro + พรีเซนต์รายงานกำไรขาดทุนประจำเดือน + เข้าพบเยี่ยมชมและให้คำปรึกษาถึงสถานประกอบการทุกเดือน |
ค่าทำบัญชีรายเดือนไม่รวมการปิดงบประจำปี ซึ่งคิดแยก เริ่มต้น 10,000 บาท/ปี (ขึ้นกับปริมาณเอกสารและความซับซ้อน)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: สำนักงานบัญชีต้องมีใบอนุญาตไหม?
A: ผู้ทำบัญชีที่ทำบัญชีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องมีคุณสมบัติตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดและเป็นสมาชิกหรือขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชี ส่วนตัวสำนักงาน ให้ค้นชื่อในระบบ DBD DataWarehouse+ และขอดูเอกสารรับรองจากหน่วยงานที่กำกับวิชาชีพบัญชี
Q: จ้างสำนักงานบัญชีแล้ว ถ้ายื่นภาษีช้า ใครต้องจ่ายค่าปรับ?
A: หน่วยงานจะเรียกเก็บเงินเพิ่มและเบี้ยปรับจากกิจการ เพราะกิจการเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นและชำระภาษี ส่วนสำนักงานจะรับผิดชอบต่อกิจการแค่ไหน ขึ้นกับที่เขียนไว้ในสัญญาจ้าง จึงควรตกลงเรื่องนี้ให้ชัดก่อนเซ็น
Q: ควรเลือกสำนักงานที่อยู่ใกล้บ้านหรือร้านไหม?
A: ไม่จำเป็น ระยะทางไม่ใช่ปัญหา เอกสารส่งผ่าน LINE หรือไปรษณีย์ได้ แบบภาษีและประกันสังคมยื่นออนไลน์ได้ทั้งหมด ให้เลือกจากคุณภาพงาน การตรวจสอบได้ และการติดต่อได้ตาม 8 ข้อในบทความนี้
Q: ทำบัญชีเองได้ไหม ไม่จ้างสำนักงาน?
A: บริษัทและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย จะจ้างพนักงานบัญชีประจำที่มีคุณสมบัติก็ได้ หรือจ้างสำนักงานบัญชีก็ได้ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การจ้างสำนักงานมักคุ้มกว่าการจ้างพนักงานประจำ
Q: ค่าจ้างสำนักงานบัญชีเดือนละเท่าไร?
A: แต่ละสำนักงานคิดไม่เท่ากัน ขึ้นกับปริมาณเอกสาร จำนวนพนักงาน และขอบเขตงาน สำหรับพีพลัส การบัญชี ทำบัญชีรายเดือนเริ่มต้น 3,000 บาท/เดือน (Starter), 6,900 บาท/เดือน (Pro) และ 12,900 บาท/เดือน (Premium) ส่วนปิดงบประจำปีคิดแยก เริ่มต้น 10,000 บาท/ปี
Q: เปลี่ยนสำนักงานบัญชีกลางปีได้ไหม?
A: ได้ แต่ต้องขอเอกสาร ไฟล์บัญชี สำเนาแบบที่ยื่นแล้ว และรหัสระบบยื่นแบบของกิจการคืนให้ครบ ถ้าเลือกได้ การเปลี่ยนช่วงต้นรอบบัญชีหรือหลังปิดงบปีก่อนเสร็จจะราบรื่นกว่า
สรุป
การเลือกสำนักงานบัญชีให้ดูที่การตรวจสอบได้ ไม่ใช่ราคาหรือระยะทางอย่างเดียว เช็ก 8 ข้อ คือ ตรวจสอบตัวตนได้ รู้ชื่อผู้ทำบัญชี ขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร ราคาชัด ปฏิทินงานชัด ได้หลักฐานทุกเดือน รหัสและข้อมูลเป็นของกิจการ และมีเงื่อนไขคืนเอกสาร เพราะแม้จ้างสำนักงานแล้ว กิจการยังเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การเลือกสำนักงานที่ทำงานโปร่งใสจึงช่วยปกป้องธุรกิจของคุณเอง
ถ้ากำลังหาสำนักงานบัญชีที่ตอบ 8 ข้อนี้ได้ บริษัท พีพลัส การบัญชี จำกัด มีบริการทำบัญชีรายเดือนเริ่มต้น 3,000 บาท/เดือน ยื่นภาษีและประกันสังคมให้ทางออนไลน์ทุกงวด ดูแลลูกค้าได้ทุกพื้นที่ ปรึกษาฟรีทาง LINE @pplus.ac หรือโทร 098-1498987
แหล่งอ้างอิง:
• พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (มาตรา 12, 13, 14, 19, 20)
• ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี
• พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
• ประมวลรัษฎากร (หน้าที่ยื่นแบบ หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.ง.ด.50 เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ)
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
• กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — www.dbd.go.th (DBD DataWarehouse+, ระบบผู้ทำบัญชี e-Accountant)
• สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ — www.tfac.or.th (ตรวจสอบสถานะสมาชิก)
• ข้อมูลบริการและราคา: หน้าแพ็กเกจ และเกี่ยวกับเรา ของบริษัท พีพลัส การบัญชี จำกัด (ตรวจ 19 ต.ค. 2569)




