หน้าแรก เกี่ยวกับเรา แพ็กเกจ บทความ ติดต่อเรา โทร 098-1498987
จดทะเบียน

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท เทียบภาษีด้วยตัวเลขจริง

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท เทียบภาษีบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลด้วยตัวเลขจริงที่รายได้ 1, 3 และ 6 ล้านบาท

ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มคิดว่า "ปีหน้าจดบริษัทดีไหม จะประหยัดภาษีได้จริงหรือเปล่า" คำตอบที่พบบ่อยคือ "ถ้ารายได้สูงก็ควรจด" แต่ไม่มีใครบอกว่าสูงแค่ไหน บทความนี้เทียบภาษีบุคคลธรรมดากับบริษัทแบบตัวเลขจริงที่รายได้ 1, 3 และ 6 ล้านบาทต่อปี โดยนับครบทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีตอนนำเงินออกจากบริษัท (เงินเดือนกรรมการและเงินปันผล) เพื่อให้เห็นว่าประหยัดได้จริงเท่าไร และต้องคิดอะไรเพิ่มก่อนตัดสินใจ

สรุปเร็ว:
  • สิ่งที่ตัดสินว่าคุ้มหรือไม่คือกำไร ไม่ใช่ยอดขาย ธุรกิจรายได้เท่ากันแต่กำไรต่างกัน คำตอบก็ต่างกัน
  • บุคคลธรรมดาเสียภาษีอัตราก้าวหน้า 0–35% ของเงินได้สุทธิ ส่วนบริษัทที่เข้าเงื่อนไข SME เสียยกเว้น / 15% / 20% ตามช่วงกำไร
  • แต่การเทียบแค่อัตราภาษีทำให้เข้าใจผิด เพราะเงินในบริษัทไม่ใช่เงินของเจ้าของ การนำออกมาต้องเสียภาษีอีกชั้น (เงินเดือนเสียภาษีบุคคลธรรมดา เงินปันผลถูกหัก 10%)
  • ตัวอย่างในบทความ (ต้นทุนจริง 60% ของรายได้ นำกำไรออกมาใช้ทั้งหมด) เมื่อเทียบเฉพาะภาษี จดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยลง: รายได้ 1 ล้าน ราว 7,000 บาท รายได้ 3 ล้าน ราว 51,000 บาท รายได้ 6 ล้าน ราว 100,000 บาทต่อปี
  • ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัท เช่น ค่าทำบัญชีรายเดือน ค่าปิดงบ และค่าสอบบัญชี จุดคุ้มทุนจริงจึงสูงกว่าที่ตารางแสดง เมื่อกำไรยังต่ำ ภาษีที่ประหยัดได้มักน้อยเกินกว่าจะคุ้มค่าใช้จ่ายเหล่านี้
  • เหตุผลที่ไม่ใช่ภาษี (ความน่าเชื่อถือ ความรับผิดจำกัด การแยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว) อาจสำคัญกว่าตัวเลขภาษีสำหรับบางธุรกิจ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะราย ตัวเลขของแต่ละธุรกิจต่างกันตามต้นทุน ค่าลดหย่อน และการนำเงินออกจากบริษัท ตัวเลขใช้อัตราภาษี ณ ตุลาคม 2569 ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณจากตัวเลขจริงก่อนตัดสินใจ

ภาษีบุคคลธรรมดาคิดอย่างไร

ถ้าทำธุรกิจในนามตัวเอง (รวมถึงจดทะเบียนพาณิชย์) รายได้จากการค้าขายหรือธุรกิจส่วนใหญ่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เสียภาษีปีละครั้งตามขั้นตอนนี้

เงินได้สุทธิ = รายได้ − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน แล้วนำไปคิดภาษีตามอัตราก้าวหน้า

ค่าใช้จ่ายของเงินได้ 40(8): เหมา 60% หรือตามจริง

  • พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 (แก้ไขเพิ่มเติม) กำหนดธุรกิจ 43 ประเภทที่เลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 ได้ เช่น การขายของที่ผู้ขายไม่ได้ผลิตเอง การทำกิจการโรงแรมหรือภัตตาคาร หรือการปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มจำหน่าย (ข้อ 43 ซึ่งเป็นเงินได้ของนักแสดงและนักกีฬาอาชีพ มีอัตราและเพดานต่างออกไป)
  • ถ้ามีหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่า เลือกหักตามความจำเป็นและสมควร (ตามจริง) แทนได้
  • ธุรกิจที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภท หักเหมาไม่ได้ ต้องหักตามจริงเท่านั้น (มาตรา 8 ทวิ)

ค่าลดหย่อนส่วนตัวและอัตราภาษี

ผู้มีเงินได้ทุกคนหักลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาท (ยังมีค่าลดหย่อนอื่นอีก เช่น คู่สมรส บุตร เบี้ยประกัน แต่ตัวอย่างในบทความนี้ใช้เฉพาะลดหย่อนส่วนตัว)

เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษีภาษีสะสมสูงสุดเมื่อเต็มขั้น (บาท)
0 – 150,000ยกเว้น0
150,001 – 300,0005%7,500
300,001 – 500,00010%27,500
500,001 – 750,00015%65,000
750,001 – 1,000,00020%115,000
1,000,001 – 2,000,00025%365,000
2,000,001 – 5,000,00030%1,265,000
เกิน 5,000,00035%–

ข้อควรรู้: ผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือนตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องเทียบภาษีที่คิดตามขั้นบันไดกับ 0.5% ของเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน (มาตรา 40(2)–(8)) แล้วเสียจำนวนที่มากกว่า (มาตรา 48(2)) และถ้าภาษีที่คิดแบบ 0.5% ไม่เกิน 5,000 บาทจะได้รับยกเว้นส่วนนั้น ในตัวอย่างของบทความนี้ ภาษีแบบขั้นบันไดสูงกว่าทุกกรณี จึงไม่กระทบตัวเลข

ภาษีบริษัท SME คิดอย่างไร

บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ (รายได้หักรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมาย) อัตราทั่วไปคือ 20% แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าเงื่อนไข SME ทั้ง 2 ข้อได้อัตราลดลง

  • ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • รายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท
กำไรสุทธิ (บาท)อัตราภาษีสำหรับ SME
0 – 300,000ยกเว้น
300,001 – 3,000,00015%
เกิน 3,000,00020%

ตัวอย่าง: บริษัท SME มีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ส่วน 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เหลือ 700,000 บาท เสีย 15% = 105,000 บาท

ดูเผิน ๆ เหมือนบริษัทเสียภาษีน้อยกว่ามาก (บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้สุทธิ 1,000,000 บาท เสีย 115,000 บาท และอัตราขั้นสูงสุดไปถึง 35%) แต่ยังขาดอีก 2 เรื่องที่ทำให้ภาพเปลี่ยน

เงินในบริษัทไม่ใช่เงินของเจ้าของ: ต้องนับภาษีตอนนำเงินออกด้วย

บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกจากตัวเจ้าของ กำไรที่เหลือหลังเสียภาษีเป็นเงินของบริษัท ถ้าเจ้าของจะนำมาใช้ส่วนตัว ช่องทางหลักมี 2 ทาง

ช่องทางฝั่งบริษัทฝั่งเจ้าของ
เงินเดือน (จ้างเจ้าของเป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้บริหาร)เป็นรายจ่ายของบริษัท ช่วยลดกำไรที่ต้องเสียภาษี (ต้องจ่ายจริงและสมเหตุสมผล) บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว แล้วเสียภาษีตามขั้นบันได (ถ้าจ่ายเป็นค่าตอบแทนหรือเบี้ยประชุมกรรมการ จะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายรวมกับ 40(1) ภายในเพดานเดียวกัน)
เงินปันผลจ่ายจากกำไรหลังภาษี จึงไม่ช่วยลดภาษีบริษัทถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% (มาตรา 50(2)(จ)) และเลือกให้จบเพียงเท่านั้นได้โดยไม่ต้องนำไปรวมยื่นภาษีสิ้นปี (มาตรา 48(3))

อีกทางหนึ่งของเงินปันผลคือนำไปรวมคำนวณภาษีสิ้นปีและขอเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ ซึ่งอาจคุ้มกว่าสำหรับเจ้าของที่มีเงินได้รวมไม่สูง แต่สิทธิเครดิตขึ้นกับอัตราภาษีที่บริษัทเสียจริงตามที่ระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษีอาจไม่ได้เครดิต ตัวอย่างในบทความนี้จึงใช้วิธีหัก 10% แล้วจบ เพื่อให้เทียบได้ง่ายและตรวจสอบได้ ถ้าอัตราภาษีขั้นสูงสุดของเจ้าของต่ำกว่า 10% การนำเงินปันผลไปรวมคำนวณมักเสียภาษีน้อยกว่าแม้ไม่ได้เครดิต (เช่น ถ้ากรณีรายได้ 1 ล้านบาทจ่ายเงินเดือน 300,000 บาทและปันผล 100,000 บาท การรวมคำนวณจะเสียภาษีน้อยกว่าหัก 10% ราว 5,500 บาท) แต่ถ้าเลือกรวมคำนวณ ต้องนำเงินปันผลทุกรายการในปีนั้นมารวม

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • ทุกครั้งที่จ่ายเงินปันผล บริษัทต้องกันกำไรไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อย 1 ใน 20 ของกำไร จนกว่าทุนสำรองจะถึง 1 ใน 10 ของทุนบริษัท (ป.พ.พ. มาตรา 1202) เงินส่วนนี้ยังเป็นของบริษัท ไม่ได้หายไป แต่ทำให้นำออกมาเป็นปันผลได้ไม่ครบ 100% ในปีนั้น (ตัวอย่างในบทความไม่ได้หักส่วนนี้ เพื่อให้เทียบง่าย)
  • เงินที่เจ้าของเบิกจากบริษัทไปใช้ส่วนตัว โดยไม่ใช่เงินเดือนหรือเงินปันผล จะกลายเป็นเงินที่กรรมการยืมจากบริษัท ถ้าไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดเป็นรายได้ของบริษัทได้ (มาตรา 65 ทวิ (4)) และเจ้าพนักงานอาจพิจารณาว่าเป็นการแจกจ่ายกำไร จึงไม่ควรใช้เป็นวิธีนำเงินออก

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเป็นบริษัท

การจดบริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น ค่าทำบัญชีรายเดือน ค่าปิดงบ และค่าสอบบัญชี เพราะบริษัทจำกัดต้องทำบัญชี ยื่นแบบภาษีรายเดือน ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองงบการเงิน และยื่นงบทุกปีแม้ไม่มีรายได้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องนำมาคิดประกอบการตัดสินใจด้วย ตารางในบทความนี้เทียบเฉพาะภาษี จึงยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายส่วนนี้

ตารางเทียบภาษี: รายได้ 1, 3 และ 6 ล้านบาทต่อปี

สมมติฐานของทุกกรณี

  1. ธุรกิจซื้อสินค้ามาขาย ต้นทุนและค่าใช้จ่ายจริง 60% ของรายได้ (มีหลักฐานครบ) จึงมีกำไรก่อนค่าตอบแทนเจ้าของ 40% กรณีบุคคลธรรมดา หักเหมา 60% หรือหักตามจริงก็ได้ผลเท่ากัน
  2. เจ้าของเป็นโสด ไม่มีเงินได้อื่น ใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  3. บริษัทเข้าเงื่อนไข SME (เช่น ทุนชำระแล้ว 1 ล้านบาท) และเทียบเฉพาะภาษี ยังไม่หักค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัท (ค่าทำบัญชี ปิดงบ สอบบัญชี)
  4. เจ้าของนำกำไรของปีนั้นออกมาใช้ทั้งหมด: รับเงินเดือนกรรมการตามจำนวนในตาราง และรับส่วนที่เหลือเป็นเงินปันผลหลังปิดงบ (หัก 10% แล้วจบ)
  5. ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องจด VAT ทั้งสองรูปแบบเหมือนกัน และไม่รวมประกันสังคม
รายการ (บาท/ปี)รายได้ 1,000,000รายได้ 3,000,000รายได้ 6,000,000
กำไรก่อนค่าตอบแทนเจ้าของ (40%)400,0001,200,0002,400,000
กรณีบุคคลธรรมดา
เงินได้สุทธิ (กำไร − ลดหย่อน 60,000)340,0001,140,0002,340,000
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา11,500150,000467,000
กรณีบริษัท
เงินเดือนกรรมการ (ต่อเดือน)400,000 (ประมาณ 33,333)840,000 (70,000)1,200,000 (100,000)
กำไรสุทธิของบริษัท0360,0001,200,000
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME)09,000135,000
เงินปันผล (กำไรหลังภาษี)0351,0001,065,000
ภาษีเงินปันผล 10%035,100106,500
ภาษีจากเงินเดือนกรรมการ4,50054,500125,000
ภาษีรวมทุกชั้น4,50098,600366,500
ภาษีที่ประหยัดได้ (บุคคลธรรมดา − บริษัท)7,00051,400100,500

ยังไม่หักค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัท (ค่าทำบัญชี ปิดงบ สอบบัญชี)

ตารางเทียบภาษีรวมระหว่างบุคคลธรรมดากับบริษัท SME ที่รายได้ 1, 3 และ 6 ล้านบาทต่อปี รวมภาษีนิติบุคคล เงินเดือนกรรมการ และเงินปันผล

วิธีอ่านตาราง

  • รายได้ 1 ล้านบาท: จ่ายกำไรทั้งหมดเป็นเงินเดือนกรรมการ ภาษีฝั่งบริษัท (4,500 บาท) ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา (11,500 บาท) เพียง 7,000 บาทต่อปี ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชีที่ต้องจ่ายทุกปี ที่ระดับนี้การจดบริษัทเพื่อหวังประหยัดภาษีอย่างเดียวจึงมักไม่คุ้ม
  • รายได้ 3 ล้านบาท: ภาษีลดลงราว 51,000 บาทต่อปี จะคุ้มหรือไม่ขึ้นกับว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัทจริงสูงแค่ไหน ควรขอใบเสนอราคาค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชีมาเทียบก่อน
  • รายได้ 6 ล้านบาท: ภาษีลดลงราว 100,000 บาทต่อปี และยิ่งกำไรสูง ส่วนต่างยิ่งมาก เพราะบุคคลธรรมดาเริ่มเสียอัตรา 30–35% ขณะที่บริษัท SME เสีย 15% สำหรับกำไรส่วนที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท

ตัวอย่างวิธีคิดภาษีเงินเดือนกรรมการ 840,000 บาท: หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท (50% แต่ไม่เกิน 100,000) และลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 680,000 บาท ภาษี = 7,500 + 20,000 + (180,000 × 15%) = 54,500 บาท

ประหยัดภาษีได้เท่าไรตามระดับกำไร

เพราะสิ่งที่ตัดสินคือกำไร ตารางนี้จึงเทียบตามกำไรก่อนค่าตอบแทนเจ้าของ โดยใช้สมมติฐานเดียวกับข้างต้น (นำเงินออกทั้งหมด เทียบเฉพาะภาษี) และเลือกเงินเดือนกรรมการที่ทำให้ภาษีรวมต่ำที่สุดในแต่ละระดับ

กำไรต่อปี (บาท)ภาษีบุคคลธรรมดาบริษัท: เงินเดือนกรรมการที่ใช้ภาษีรวมฝั่งบริษัทภาษีที่ประหยัดได้ต่อปี
400,00011,500400,0004,5007,000
600,00033,500460,00021,50012,000
800,00063,500500,00041,50022,000
1,000,000103,000700,00063,50039,500
1,200,000150,000900,00093,50056,500
1,500,000225,0001,160,000154,40070,600
2,000,000350,0001,160,000271,90078,100
3,000,000647,0001,160,000506,900140,100

ช่วงกำไร 1.5–2 ล้านบาท ภาษีที่ประหยัดได้เพิ่มช้า เพราะบุคคลธรรมดายังอยู่ขั้น 25% ซึ่งใกล้กับภาระของบริษัท (ภาษีนิติบุคคล 15% บวกภาษีปันผล) เมื่อกำไรสูงจนบุคคลธรรมดาเข้าขั้น 30% ส่วนต่างจึงกว้างขึ้นเร็ว

ยังไม่หักค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัท (ค่าทำบัญชี ปิดงบ สอบบัญชี)

หมายเหตุ: แถวกำไร 1.2 ล้านบาทใช้เงินเดือน 900,000 บาท จึงประหยัดได้มากกว่ากรณีรายได้ 3 ล้านบาทในตารางก่อนหน้า (ใช้เงินเดือน 840,000 บาท)

กราฟภาษีที่ประหยัดได้ต่อปีเมื่อจดบริษัท ตามระดับกำไรต่อปี ยังไม่หักค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชี

จุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน: ถ้าดูเฉพาะภาษี บริษัทเสียภาษีน้อยกว่าบุคคลธรรมดาทุกระดับกำไรในตาราง แต่เมื่อกำไรยังต่ำ ภาษีที่ประหยัดได้มีเพียงหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อปี การจดบริษัทจะคุ้มก็ต่อเมื่อภาษีที่ประหยัดได้ในตารางนี้มากกว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัทต่อปี ตัวเลขในตารางยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จุดคุ้มทุนจริงจึงสูงกว่าที่ตารางแสดง และขึ้นกับค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชีที่ธุรกิจของคุณต้องจ่ายจริง

ปัจจัยที่ทำให้ผลเปลี่ยน

  • ถ้าไม่นำกำไรออกมาทั้งหมด แต่เก็บไว้ลงทุนต่อในบริษัท ภาษีเงินปันผล 10% ของส่วนที่เก็บไว้ยังไม่เกิด ภาษีที่ประหยัดได้ในปีนั้นจะมากขึ้น (แต่เงินก้อนนั้นยังเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของเจ้าของ)
  • ถ้าต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% และธุรกิจอยู่ใน 43 ประเภทที่หักเหมาได้ บุคคลธรรมดายังหักเหมา 60% ได้ ซึ่งมากกว่าที่บริษัทหักได้ตามจริง บุคคลธรรมดาจะได้เปรียบมากขึ้น
  • ถ้าธุรกิจไม่อยู่ใน 43 ประเภท ต้องหักค่าใช้จ่ายตามจริงทั้งสองรูปแบบ การเทียบจะขึ้นกับอัตราภาษีเป็นหลัก
  • ถ้ามีค่าลดหย่อนอื่นมาก (ประกันชีวิต กองทุนลดหย่อนภาษี ฯลฯ) ภาษีบุคคลธรรมดาลดลง ภาษีที่ประหยัดได้จากการจดบริษัทจะน้อยลง
  • ถ้าจ้างผู้ทำบัญชีหรือยื่น VAT อยู่แล้วในนามบุคคลธรรมดา ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจริงเมื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทจะน้อยกว่าคนที่ยังไม่เคยจ้าง
  • เงินเดือนกรรมการต้องจ่ายจริงและสมเหตุสมผล กับงานที่ทำ หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.1 ครบ ถ้าสูงเกินสมควรหรือไม่ได้จ่ายจริง เจ้าพนักงานอาจไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย (มาตรา 65 ตรี (3) และ (13)) และประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

เหตุผลที่ไม่ใช่ภาษี ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ประเด็นบุคคลธรรมดาบริษัทจำกัด
ความรับผิดรับผิดในหนี้ของธุรกิจด้วยทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ
ความน่าเชื่อถือลูกค้าองค์กรหรืองานประมูลบางแห่งอาจไม่รับคู่ค้าองค์กรและสถาบันการเงินมักให้ความเชื่อถือมากกว่า มีงบการเงินที่ตรวจสอบแล้วใช้ประกอบการขอสินเชื่อ
การแยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวปนกันได้ง่ายแยกชัดเจน เบิกเงินออกต้องผ่านเงินเดือนหรือเงินปันผล
ภาระเอกสารน้อยกว่า ภาษีเงินได้ยื่นปีละ 2 ครั้ง (ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90) แต่ถ้าจด VAT ต้องยื่น ภ.พ.30 และทำรายงานภาษีทุกเดือนเหมือนบริษัทต้องทำบัญชี ยื่นแบบรายเดือน ปิดงบ ประชุมผู้ถือหุ้น ส่ง บอจ.5 และงบการเงินทุกปี แม้ไม่มีรายได้
การเลิกกิจการหยุดทำได้ง่ายต้องจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลา
ภาษีมูลค่าเพิ่มรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VATเกณฑ์เดียวกัน การจดบริษัทไม่ได้ทำให้พ้นหน้าที่จด VAT
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจจดบริษัท ทั้งเรื่องกำไร ค่าทำบัญชี ความรับผิด ความน่าเชื่อถือ และการนำเงินออกจากบริษัท

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจจดบริษัท

  1. รู้กำไรจริงของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ยอดขาย ถ้ายังไม่มีตัวเลข ให้รวบรวมรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 12 เดือนก่อน
  2. ประเมินว่าจะนำเงินออกมาใช้เท่าไร ถ้าต้องใช้เงินทั้งหมดทุกปี ส่วนต่างภาษีจะน้อยกว่าที่คิด
  3. นับค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชีทั้งปี แล้วเทียบกับภาษีที่ประหยัดได้
  4. ดูเหตุผลที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ลูกค้าต้องการคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคล ต้องการกู้เงิน หรือต้องการจำกัดความรับผิด
  5. วางแผนช่วงเปลี่ยนผ่าน ถ้าจะเริ่มในนามบริษัทตั้งแต่ต้นปีหน้า ต้องจดทะเบียนให้เสร็จก่อนเริ่มขายในนามบริษัท ยอดขายก่อนวันจดทะเบียนยังเป็นรายได้ของบุคคลธรรมดา และต้องเปลี่ยนบัญชีธนาคาร สัญญา และเอกสารการขายเป็นชื่อบริษัท ถ้าโอนสินค้าคงเหลือ เครื่องมือ หรือทรัพย์สินจากชื่อตัวเองเข้าบริษัท ถือเป็นการขายของบุคคลธรรมดา ต้องนำมูลค่าไปรวมเป็นเงินได้ (และออกใบกำกับภาษีถ้าจด VAT) ส่วนที่ดินหรืออาคารมีภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนเพิ่ม ควรวางแผนกับผู้ทำบัญชีก่อนโอน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดบริษัท?
A: ไม่มีตัวเลขรายได้ที่กฎหมายกำหนด ตัวที่ตัดสินคือกำไร ในตัวอย่างของบทความนี้ (ต้นทุน 60% นำกำไรออกใช้ทั้งหมด) ถ้าดูเฉพาะภาษี บริษัทเสียน้อยกว่าทุกระดับกำไรในตาราง แต่ที่รายได้ 1 ล้านบาทประหยัดได้เพียงราว 7,000 บาทต่อปี ส่วนที่รายได้ 3 และ 6 ล้านบาทประหยัดได้ราว 51,000 และ 100,000 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัท จุดคุ้มทุนจริงจึงสูงกว่านี้ ควรนำภาษีที่ประหยัดได้ไปเทียบกับค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชีที่ต้องจ่ายจริง

Q: จดบริษัทประหยัดภาษีจริงไหม?
A: ประหยัดได้จริงเมื่อกำไรสูงพอ ถ้ากำไรยังน้อย ภาษีที่ลดลงมักไม่พอกับค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัท เช่น ที่รายได้ 1 ล้านบาท ภาษีลดลงเพียงราว 7,000 บาทต่อปี ขณะที่บริษัทต้องมีค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชีทุกปี

Q: ภาษี SME 15% ได้ทุกบริษัทไหม?
A: ไม่ ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี และมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทในรอบบัญชีนั้น ถ้าเข้าเงื่อนไข กำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนเกินถึง 3 ล้านบาทเสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสีย 20%

Q: เอาเงินออกจากบริษัทแบบไหนเสียภาษีน้อยกว่า เงินเดือนหรือเงินปันผล?
A: ส่วนใหญ่ใช้ผสมกัน เงินเดือนช่วยลดภาษีบริษัทและได้ค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนฝั่งบุคคล แต่ถ้าเงินเดือนสูงมาก ภาษีบุคคลจะขึ้นไปอัตราสูง ส่วนเงินปันผลเสีย 10% แต่จ่ายจากกำไรที่เสียภาษีบริษัทแล้ว สัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นกับกำไรของแต่ละปี และเงินเดือนต้องจ่ายจริงและสมเหตุสมผล

Q: ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน จดบริษัทแล้วไม่ต้องจด VAT ใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ เกณฑ์รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (นับเฉพาะรายรับจากกิจการที่ต้องเสีย VAT) ใช้กับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การจดบริษัทกับการจด VAT เป็นคนละเรื่องกัน

สรุป

การจดบริษัทเพื่อประหยัดภาษีคุ้มหรือไม่ ต้องเทียบให้ครบ 3 ชั้น คือ ภาษีบริษัท ภาษีตอนนำเงินออก และค่าใช้จ่ายในการดูแลบริษัทที่เพิ่มขึ้น จากตัวอย่างในบทความ เมื่อดูเฉพาะภาษี บริษัทเสียภาษีน้อยกว่า แต่ส่วนต่างเล็กมากเมื่อกำไรยังต่ำ และกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกำไรสูงขึ้น ตัวเลขภาษีที่ประหยัดได้ยังไม่ได้หักค่าทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชี จุดคุ้มทุนจริงจึงสูงกว่าที่ตารางแสดง ส่วนเหตุผลด้านความน่าเชื่อถือและความรับผิดจำกัด อาจทำให้การจดบริษัทคุ้มค่าแม้ส่วนต่างภาษียังไม่มาก

ถ้ากำลังวางแผนเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลเพื่อเริ่มปีใหม่ ทีมงานบริษัท พีพลัส การบัญชี จำกัด ช่วยคำนวณจากตัวเลขจริงของธุรกิจคุณ และดูแลตั้งแต่จดทะเบียนบริษัท ทำบัญชีรายเดือน จนถึงปิดงบประจำปี ปรึกษาได้ทาง LINE @pplus.ac หรือโทร 098-1498987

แหล่งอ้างอิง:

• ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1), 40(2), 40(8), 47 ทวิ, 48(1)(2)(3), 50(2)(จ), 65, 65 ทวิ (4) และ 65 ตรี (3)(13)

• พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 แก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 603) พ.ศ. 2559 (อัตราภาษี SME)

• อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากร — www.rd.go.th/59670.html

• ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และการคำนวณภาษีตามมาตรา 48(2) — www.rd.go.th/59668.html

• การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมิน — www.rd.go.th/556.html

• พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และ 8 ทวิ — www.rd.go.th/2375.html

• อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (ข้อ 4.6 กรณี SME) — www.rd.go.th/841.html

• หนังสือตอบข้อหารือ กค 0811/ก.950 (เงินปันผล หัก ณ ที่จ่าย 10% ตามมาตรา 50(2)(จ) สิทธิเลือกตามมาตรา 48(3) และเครดิตตามมาตรา 47 ทวิ) — www.rd.go.th/24955.html

• คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.108/2544 เรื่อง การเครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ตามมาตรา 47 ทวิ — www.rd.go.th/3307.html

• ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 (การจ่ายเงินปันผล) และ 1202 (ทุนสำรอง)

• เว็บไซต์กรมสรรพากร: www.rd.go.th (ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161)

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง