หน้าแรก เกี่ยวกับเรา แพ็กเกจ บทความ ติดต่อเรา โทร 098-1498987
ธุรกิจ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หักเท่าไหร่ เริ่มเมื่อไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หักลูกจ้าง 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% ครม. เลื่อนเริ่มเก็บเป็น 1 มกราคม 2570 รอพระราชกฤษฎีกา
อัปเดตล่าสุด: 18 ตุลาคม 2569 ข้อมูลวันเริ่มเก็บเงินยังเปลี่ยนได้ เราจะอัปเดตบทความนี้เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

"กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" เป็นเงินออมภาคบังคับก้อนใหม่ที่นายจ้างต้องหักจากค่าจ้างลูกจ้างและจ่ายสมทบเพิ่มทุกเดือน เดิมกำหนดเริ่ม 1 ตุลาคม 2569 แต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการร่างกฎหมายให้เลื่อนไปเริ่ม 1 มกราคม 2570 เจ้าของกิจการหลายรายจึงสับสนว่าเดือนนี้ต้องหักหรือยัง บทความนี้สรุปให้ว่าใครต้องเข้า หักกี่เปอร์เซ็นต์ เริ่มเมื่อไร และตอนนี้ควรเตรียมอะไร

สรุปเร็ว: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องให้ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 130) นายจ้างหักค่าจ้างลูกจ้าง 0.25% และจ่ายสมทบอีก 0.25% ในช่วง 5 ปีแรก แล้วเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.5% วันเริ่มเก็บตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่คือ 1 ต.ค. 2569 (งวดแรกนำส่งภายใน 15 พ.ย. 2569) แต่ ครม. รับทราบหลักการให้เลื่อนเป็น 1 ม.ค. 2570 ซึ่งยังต้องออกพระราชกฤษฎีกาก่อนจึงจะมีผล ระหว่างนี้ให้เตรียมระบบเงินเดือนให้พร้อม และติดตามประกาศของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (สายด่วน 1506) ก่อนวันที่ 15 พ.ย. 2569

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต (มาตรา 126)

หลักการคล้ายเงินออม คือ ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม นายจ้างจ่ายเงินสมทบ ในอัตราเท่ากัน เงินเข้าบัญชีของลูกจ้างแต่ละคน และเมื่อลูกจ้างออกจากงาน กรมจะจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลคืนให้ลูกจ้าง (มาตรา 131 และ 133)

กองทุนนี้มีมานานแล้ว ที่ผ่านมาใช้เงินกองทุนกลางช่วยลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างค้างจ่าย สิ่งที่ "ใหม่" คือการเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจากนายจ้างและลูกจ้างทุกเดือน

กองทุนนี้แยกจากประกันสังคม นายจ้างยังต้องหักและนำส่งประกันสังคม 5% ตามเดิม และยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายเมื่อเลิกจ้างเหมือนเดิม

กิจการแบบไหนต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ตามมาตรา 130 ให้ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเป็นสมาชิกกองทุน โดยไม่ใช้บังคับในส่วนที่นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานชี้แจงว่าข้อยกเว้นนี้ดูเป็นรายลูกจ้าง ไม่ใช่ยกเว้นทั้งกิจการ

สถานะกิจการต้องเข้ากองทุนไหม (ณ 18 ต.ค. 2569)
ลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยทั่วไปต้องเข้า*
ลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต้องเข้า แต่ลูกจ้างรายที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (เช่น ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือไม่สมัคร) นายจ้างยังต้องให้เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและนำส่งเงิน
ลูกจ้างน้อยกว่า 10 คนยังไม่บังคับ กฎหมายกำหนดว่าจะใช้กับกิจการขนาดนี้เมื่อใด ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาอีกฉบับ ลูกจ้างสมัครเข้าเองได้ถ้านายจ้างยินยอม

*ยกเว้นกิจการที่กฎหมายไม่ให้ใช้หมวดกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เช่น งานบ้านที่ไม่มีธุรกิจรวมอยู่ด้วย และงานที่ไม่แสวงหากำไร และนายจ้างที่จัดการสงเคราะห์เองตามกฎกระทรวง (อัตราไม่ต่ำกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ)

ผังตรวจสอบว่าลูกจ้างต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่ กิจการลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ลูกจ้างที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วไม่ต้องเข้า ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องเข้า กิจการลูกจ้างน้อยกว่า 10 คนยังไม่บังคับ

ข่าวดีสำหรับนายจ้างที่ยื่นประกันสังคมอยู่แล้ว: มาตรา 130 วรรคท้าย กำหนดให้ถือว่านายจ้างที่ยื่นแบบรายการหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงรายชื่อลูกจ้างตามกฎหมายประกันสังคมแล้ว ได้ยื่นรายชื่อลูกจ้างต่อกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้วด้วย จึงไม่ต้องยื่นรายชื่อซ้ำอีกชุด แต่ยังต้องหักเงินและนำส่งเงินเข้ากองทุนเอง

หักเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกี่เปอร์เซ็นต์

กฎหมายให้กฎกระทรวงเป็นผู้กำหนดอัตรา แต่ต้องไม่เกิน 5% ของค่าจ้าง (มาตรา 131) อัตราที่ใช้จริงทยอยขึ้นเป็น 2 ช่วง และช่วงเวลาขึ้นกับว่าการเลื่อนครั้งล่าสุดจะประกาศใช้หรือไม่

ช่วงเวลาลูกจ้าง (เงินสะสม)นายจ้าง (เงินสมทบ)รวมนำส่ง
ตามกฎหมายที่ประกาศแล้ว: 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 25740.25%0.25%0.5%
ตามกฎหมายที่ประกาศแล้ว: ตั้งแต่ 1 ต.ค. 25740.5%0.5%1%
ตามร่างที่ ครม. รับทราบ 14 ต.ค. 2569: 1 ม.ค. 2570 – 31 ธ.ค. 25740.25%0.25%0.5%
ตามร่างที่ ครม. รับทราบ 14 ต.ค. 2569: ตั้งแต่ 1 ม.ค. 25750.5%0.5%1%

สรุปง่าย ๆ คือ อัตราไม่เปลี่ยน เปลี่ยนแค่วันเริ่มและวันปรับขึ้น ช่วงแรกนายจ้างหักลูกจ้าง 0.25% และจ่ายเพิ่มเองอีก 0.25% ของค่าจ้าง

ตัวอย่างคำนวณ (อัตราช่วงแรก 0.25%)

ค่าจ้างต่อเดือนหักลูกจ้าง 0.25%นายจ้างสมทบ 0.25%รวมนำส่ง
12,000 บาท30 บาท30 บาท60 บาท
15,000 บาท37.50 บาท37.50 บาท75 บาท
25,000 บาท62.50 บาท62.50 บาท125 บาท

ถ้ากิจการมีลูกจ้าง 10 คน ค่าจ้างรวม 150,000 บาทต่อเดือน นายจ้างจะจ่ายสมทบเพิ่มประมาณ 375 บาทต่อเดือน (150,000 × 0.25%) และหักจากค่าจ้างลูกจ้างรวมอีก 375 บาท นำส่งรวม 750 บาท เมื่ออัตราขึ้นเป็น 0.5% ภาระฝั่งนายจ้างจะเพิ่มเป็นประมาณ 750 บาทต่อเดือน

ตัวอย่างนี้คิดจากค่าจ้างเต็มจำนวน วิธีปัดเศษสตางค์และฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณให้ยึดตามหลักเกณฑ์ที่กรมสวัสดิการฯ ประกาศ

ตัวอย่างคำนวณกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง อัตรา 0.25% ค่าจ้าง 15,000 บาท หักลูกจ้าง 37.50 บาท นายจ้างสมทบ 37.50 บาท รวมนำส่ง 75 บาทต่อเดือน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มเมื่อไร เลื่อนมากี่ครั้งแล้ว

วันเริ่มเก็บเงินกำหนดด้วยพระราชกฤษฎีกา และเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง

ช่วงเวลาเกิดอะไรขึ้นวันเริ่มเก็บ
พ.ศ. 2567ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเริ่มจัดเก็บฯ พ.ศ. 2567 (ประกาศ 15 พ.ย. 2567)1 ต.ค. 2568
พ.ศ. 2568ออกพระราชกฤษฎีกาฉบับ พ.ศ. 2568 (ประกาศ 14 ก.ย. 2568) ยกเลิกฉบับเดิม เลื่อนออกไป 1 ปี1 ต.ค. 2569
14 ต.ค. 2569ครม. รับทราบหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ให้เลื่อนอีก 3 เดือน เหตุผลคือช่วยนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและเศรษฐกิจ1 ม.ค. 2570 (รอประกาศ)

ร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่ ครม. รับทราบหลักการเมื่อ 14 ต.ค. 2569 ได้แก่

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (เลื่อนวันเริ่มเก็บเป็น 1 ม.ค. 2570)
  2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ปรับช่วงเวลาของอัตรา 0.25% และ 0.5% ให้ตรงกับวันเริ่มใหม่)
  3. ร่างกฎกระทรวงแก้ไขหลักเกณฑ์การสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตาย (ให้เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2570)
เส้นเวลากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เดิมเริ่ม 1 ต.ค. 2568 เลื่อนเป็น 1 ต.ค. 2569 และ ครม. เสนอเลื่อนเป็น 1 ม.ค. 2570 ซึ่งรอพระราชกฤษฎีกา

ณ วันที่ 18 ต.ค. 2569 นายจ้างต้องหักเงินงวดตุลาคมไหม

นี่คือจุดที่ต้องระวังที่สุด มติ ครม. วันที่ 14 ต.ค. 2569 เป็นการรับทราบหลักการร่างกฎหมาย ยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับ ร่างพระราชกฤษฎีกายังต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน ขณะที่บทความนี้เขียน (18 ต.ค. 2569) เรายังไม่พบประกาศดังกล่าว

แปลว่าในทางกฎหมาย ณ วันนี้ พระราชกฤษฎีกาฉบับ พ.ศ. 2568 ที่กำหนดวันเริ่ม 1 ต.ค. 2569 ยังไม่ถูกยกเลิก

ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ณ วันนี้ หน้าที่หักเงินสะสมเริ่มกับค่าจ้างตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 และงวดแรกต้องนำส่งภายในวันที่ 15 พ.ย. 2569 ถ้า พ.ร.ฎ. เลื่อนไม่ประกาศใช้ทัน หรือไม่ได้ครอบคลุมงวดที่ผ่านมา นายจ้างที่ไม่ได้นำส่งอาจต้องจ่ายเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน และกฎหมายไม่ให้อ้างว่ายังไม่ได้หักค่าจ้างลูกจ้าง (มาตรา 131) ขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศเจตนาจะเลื่อนเป็น 1 ม.ค. 2570 และยังไม่มีประกาศทางการว่าค่าจ้างงวด ต.ค.–ธ.ค. 2569 ต้องทำอย่างไร

เพื่อให้เห็นขนาดของความเสี่ยง: กิจการที่มีลูกจ้าง 10 คน ค่าจ้างรวม 150,000 บาท เงินที่ต้องนำส่งงวด ต.ค. 2569 คือ 750 บาท (ฝ่ายละ 375 บาท) ถ้าส่งช้า 1 เดือน เงินเพิ่มประมาณ 37.50 บาท จำนวนไม่มาก แต่จะเพิ่มทุกเดือนที่ค้าง จึงควรได้คำตอบที่ชัดเจนก่อนกำหนดนำส่ง สิ่งที่นายจ้างควรทำคือ

  • ไม่ควรตีความว่าการเลื่อนคือการยกเลิกกองทุน
  • ติดตามประกาศของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและราชกิจจานุเบกษา ก่อนวันที่ 15 พ.ย. 2569
  • ถ้าไม่แน่ใจว่าต้องหักค่าจ้างงวด ต.ค. 2569 หรือไม่ ให้สอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 และเก็บหลักฐานคำตอบไว้
  • ถ้าหักเงินลูกจ้างไปแล้ว อย่าเก็บไว้เฉย ๆ ให้แยกบัญชีพักไว้ และสอบถามกรมฯ ว่าต้องนำส่งหรือคืนลูกจ้าง

นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อเริ่มเก็บจริง หน้าที่ของนายจ้างตามมาตรา 130–131 สรุปได้ดังนี้

  1. มีรายชื่อลูกจ้างที่เป็นสมาชิก แบบแสดงรายชื่อลูกจ้างคือ สกล.3 และแจ้งเปลี่ยนแปลงด้วย สกล.3/2 แต่ถ้ายื่น สปส.1-01 / 1-03 / 6-15 กับประกันสังคมแล้ว กฎหมายถือว่ายื่นแบบเหล่านี้แล้ว
  2. หักเงินสะสมทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง ตามอัตราในกฎกระทรวง
  3. จ่ายเงินสมทบในจำนวนเท่ากัน จากเงินของกิจการเอง
  4. นำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่มฯ พ.ศ. 2567
  5. ถ้าจ่ายค่าจ้างช้า ก็ยังต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเสมือนได้จ่ายค่าจ้างตามกำหนดแล้ว

ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ (เริ่ม 1 ต.ค. 2569) งวดแรกคือเงินจากค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 นำส่งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ถ้า พ.ร.ฎ. เลื่อนเป็น 1 ม.ค. 2570 ประกาศใช้ งวดแรกจะเป็นเงินจากค่าจ้างเดือนมกราคม 2570 นำส่งภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2570

ส่งช้าหรือไม่ส่ง เสียเงินเพิ่มเท่าไร

ถ้านำส่งไม่ครบหรือไม่ภายในเวลาที่กำหนด นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือนของเงินที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ส่งขาด เศษของเดือนถ้าถึง 15 วันให้นับเป็น 1 เดือน ถ้าน้อยกว่าให้ปัดทิ้ง และนายจ้างอ้างไม่ได้ว่ายังไม่ได้หักค่าจ้างลูกจ้างเพื่อเลี่ยงความรับผิด (มาตรา 131)

ตัวอย่าง: กิจการลูกจ้าง 10 คน ค่าจ้างรวม 150,000 บาทต่อเดือน (เฉลี่ยคนละ 15,000 บาท) ต้องนำส่ง 750 บาทแต่ส่งช้าไป 1 เดือน เงินเพิ่มประมาณ 37.50 บาท (750 × 5%) และถ้านายจ้างไม่ได้หักค่าจ้างลูกจ้างไว้ นายจ้างต้องรับภาระนำส่งทั้ง 750 บาทเอง ฟังดูไม่มาก แต่อัตรา 5% ต่อเดือนสูงกว่าเงินเพิ่มประกันสังคม (2% ต่อเดือน) มาก ถ้าค้างนานจะสะสมเร็ว นอกจากนี้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกหนังสือเตือนและประเมินเงินที่นายจ้างต้องนำส่งได้ (มาตรา 132)

ลูกจ้างได้อะไรจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

  • ออกจากงาน: ไม่ว่าลาออก เกษียณ หรือถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลคืน (มาตรา 133)
  • เสียชีวิต: จ่ายให้ผู้ที่ลูกจ้างระบุไว้เป็นหนังสือ ถ้าไม่ได้ระบุ จ่ายให้บุตร สามีหรือภรรยา บิดา มารดาที่ยังมีชีวิตอยู่คนละส่วนเท่า ๆ กัน
  • กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างค้างจ่าย: ลูกจ้างยื่นขอเงินสงเคราะห์จากกองทุนได้ตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เดิม และกรมฯ มีสิทธิไล่เบี้ยเอาคืนจากนายจ้างพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี (มาตรา 135)

สำหรับนายจ้าง เงินสมทบ 0.25% เป็นต้นทุนเพิ่ม แต่ก็เป็นสวัสดิการที่ช่วยรักษาลูกจ้างได้ และเงินสะสมส่วนของลูกจ้างเป็นเงินของลูกจ้างเองที่จะได้คืน

เช็กลิสต์เตรียมตัวก่อนเริ่มเก็บ

  • ☐ นับจำนวนลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือไม่ และตรวจว่ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครอบคลุมใครบ้าง
  • ☐ ตรวจรายชื่อลูกจ้างในระบบประกันสังคมให้ตรงกับความจริง (ใช้เป็นรายชื่อกองทุนด้วย)
  • ☐ เพิ่มรายการหัก "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 0.25%" ในระบบเงินเดือนให้พร้อม และตัดสินใจเรื่องงวด ต.ค.–ธ.ค. 2569 ตามประกาศหรือคำตอบของกรมสวัสดิการฯ ก่อน 15 พ.ย. 2569
  • ☐ แจ้งลูกจ้างล่วงหน้าว่าจะมีรายการหักใหม่และได้เงินคืนเมื่อออกจากงาน
  • ☐ ตั้งงบเงินสมทบฝั่งนายจ้าง (ประมาณ 0.25% ของค่าจ้างรวมต่อเดือน)
  • ☐ ใส่วันนำส่งกองทุนในปฏิทินงานรายเดือน คู่กับวันยื่นประกันสังคมและ ภ.ง.ด.1
  • ☐ ติดตามประกาศราชกิจจานุเบกษาเรื่องพระราชกฤษฎีกาเลื่อนวันเริ่มเก็บ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักกี่เปอร์เซ็นต์?
A: ช่วง 5 ปีแรก หักลูกจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายสมทบอีก 0.25% รวมนำส่ง 0.5% หลังจากนั้นปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% กฎหมายกำหนดเพดานไว้ว่าอัตราต้องไม่เกิน 5% ของค่าจ้าง

Q: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลื่อนไปเริ่มเมื่อไร?
A: ครม. รับทราบหลักการเมื่อ 14 ต.ค. 2569 ให้เลื่อนจาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 แต่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนจึงจะมีผล ณ วันที่ 18 ต.ค. 2569 ยังไม่พบประกาศ ระหว่างนี้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ยังกำหนดเริ่ม 1 ต.ค. 2569 และงวดแรกนำส่งภายใน 15 พ.ย. 2569

Q: บริษัทมีลูกจ้าง 5 คน ต้องหักเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม?
A: ตามมาตรา 130 ยังไม่บังคับ เพราะใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป การขยายไปยังกิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คนต้องออกพระราชกฤษฎีกาอีกฉบับ แต่ลูกจ้างสมัครเป็นสมาชิกเองได้ถ้านายจ้างยินยอม

Q: บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ต้องเข้าอีกไหม?
A: ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานชี้แจงว่า ถ้ามีลูกจ้างรายใดที่นายจ้างไม่ได้จัดให้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ว่าเพราะยังไม่ผ่านทดลองงานหรือไม่สมัครเอง นายจ้างต้องให้ลูกจ้างรายนั้นเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ

Q: ยื่นประกันสังคมอยู่แล้ว ต้องขึ้นทะเบียนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแยกไหม?
A: มาตรา 130 วรรคท้าย ให้ถือว่านายจ้างที่ยื่นรายชื่อลูกจ้างตามกฎหมายประกันสังคมแล้ว ได้ยื่นรายชื่อต่อกองทุนแล้ว แต่การหักเงินและนำส่งเงินเข้ากองทุนยังเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องทำแยกจากประกันสังคม

Q: ส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช้า เสียค่าปรับเท่าไร?
A: เสียเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือนของเงินที่ยังไม่ได้นำส่ง เศษของเดือนถึง 15 วันนับเป็น 1 เดือน (มาตรา 131)

สรุป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคือเงินออมภาคบังคับที่ใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยต้องให้ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสมาชิก นายจ้างหักลูกจ้าง 0.25% และสมทบอีก 0.25% ในช่วงแรก ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% วันเริ่มเก็บตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่คือ 1 ต.ค. 2569 (งวดแรกนำส่งภายใน 15 พ.ย. 2569) แต่ ครม. รับทราบหลักการให้เลื่อนเป็น 1 ม.ค. 2570 และยังรอพระราชกฤษฎีกา สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือเตรียมรายชื่อลูกจ้าง ระบบเงินเดือน และงบเงินสมทบให้พร้อม แล้วหาคำตอบเรื่องงวด ต.ค.–ธ.ค. 2569 จากประกาศหรือกรมสวัสดิการฯ ก่อนวันที่ 15 พ.ย. 2569

ถ้าอยากมีคนช่วยดูแลภาษีและประกันสังคมรายเดือน บริษัท พีพลัส การบัญชี จำกัด มีบริการทำบัญชีรายเดือน เริ่มต้น 3,000 บาท/เดือน รวมยื่นประกันสังคม จัดทำเอกสารขึ้นทะเบียนนายจ้าง และยื่นภาษีประจำเดือน ภ.ง.ด.1/3/53 และ ภ.พ.30 พร้อมแนะนำเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้เข้ากับระบบเงินเดือนของคุณ ปรึกษาเบื้องต้นได้ทาง LINE @pplus.ac

แหล่งอ้างอิง:

• พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา 126, 130, 131, 132, 133 และ 135

• พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนที่ 59 ก (14 ก.ย. 2568) ยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2567

• กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนที่ 60 ก (15 ก.ย. 2568)

• คำชี้แจงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ธ.ค. 2567) เรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

• ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่มเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567

• สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี 14 ตุลาคม 2569 (รับทราบหลักการร่างกฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 3 ฉบับ) — www.thaigov.go.th

• กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กองคุ้มครองแรงงาน — protection.labour.go.th / สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

อยากมีคนช่วยดูแลภาษีและประกันสังคมรายเดือน?

ทำบัญชีรายเดือน เริ่มต้น 3,000 บาท/เดือน รวมยื่นประกันสังคม พร้อมแนะนำเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้เข้ากับระบบเงินเดือนของคุณ

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อเราทาง LINE